กลับมาแล้นนนนนนนนนน
กลับมาพร้อมประสบการณ์วิณญาณอันแสนสยดสยอง นั่งอ่านอยู่หน้าจออาจไม่รู้สึก แต่รับรองหลอนเป็นที่สุดหากไปเจอเองกับตัวเช่นผม
ส่วนเรื่องรูปที่ไปเที่ยวมา ขอผลัดเป็นเอนทรี่ถัดไป วันนี้เรื่องผีล้วน ๆ จ้ะ
+
+
เรื่องนี้เริ่มขึ้นในคืนแรกของการเข้าพักในโรงแรมสูง หลังจากเช็คอินเรียบร้อยก็รีบขนกระเป๋าขึ้นไปเก็บเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำอาบท่าออกไปตะลุยต่อ แต่เพราะมาถึงตอนเริ่มค่ำแล้ว เลยคิดในใจว่าคงไปได้ไม่กี่ที่เป็นแน่ แผนก็ไม่ได้วางเอาไว้ อาศัยว่าจองโรงแรมไว้ก่อนแล้วพอเสร็จธุระจากกรุงเทพก็รีบมาเลยทันที
สรุปคืออาบน้ำแล้วจะขึ้นไปหาของกินบนชั้นที่ 52 เพราะที่โรงแรมที่พักเขามีห้องอาหารแบบหมุน ๆ ชมวิวไปกินไปได้ บวกกับบัตรลด 10 เปอร์เซ็นต์จากตอนเข้าพัก แล้วหลังจากนั้นก็คิดว่าจะออกไปขับรถชมเมืองพร้อมแวะจองตั๋วชมอัลคาซ่าซะหน่อย หลังจากที่หนก่อนมาแล้วไม่มีที่ให้นั่งเลยอดดู
อาบน้ำหนแรกไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น...หลังจากกินข้าวแล้วออกไปเที่ยวกลับมาก็ดูทีวีต่ออีกนิด เกือบเที่ยงคืนก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ ผมเป็นคนติดน้ำร้อนเลยทำให้ทุกครั้งที่อาบน้ำจะต้องมีฝ้าหนาเกาะอยู่ตามกระจกส่วนของอ่างล้างหน้าเต็มไปหมดอย่างช่วยไม่ได้ ก็อาบร้อน + อาบนานขนาดนั้น ไม่มีฝ้าขึ้นก็แปลกแล้ว
+
+
หลังการอาบอย่างเมามันส์ผ่านไป ผมรูดม่านกั้นออกแล้วก้าวจากอ่างน้ำมาหน้ากระจก สิ่งที่พบคือ
"รอยมือหนึ่งรอย"
เป็นรอยมือสดใหม่ติดแหมะอยู่บนกระจกที่เต็มไปด้วยฝ้านั่นล่ะครับ เป็นมือซ้ายเล็ก ๆ เหมือนมือผู้หญิง และแปะติดไว้แบบผิดธรรมชาติซะอีก ซึ่งตามหลักของมนุษย์ทั่วไปแล้ว การจะเอามือเราไปทาบกระจก ข้อมือของเราก็จะหักเข้าหาตัวและจะติดเพียงรอยฝ่ามือเท่านั้น แต่นี่เล่นแปะลงมาถึงท่อนแขนอีกเกือบครึ่งท่อน นิ้วมือนั่นเล่าก็อยู่ไม่สุก เพราะสี่นิ้วตั้งแต่ชี้ยันก้อยมีรอยลากลงมา นึกออกไหมครับ เหมือนแปะแล้วก็ขยุ้มมือเข้าหากันน่ะ แบบนั้นเลย แถวติดชัดซะอีก
แล้วตอนที่อาบน้ำอยู่ ก่อนจะเห็นลายนิ้วมือมันมีเสียงเคาะประตูห้องน้ำนี่สิ แถมผมยังไปเปิดประตูดูซะด้วย คิด ๆ ดู เหมือน ๆ จะอนุญาติให้เขาเข้ามายังไงยังงั้นล่ะ แต่ที่ไม่คิดอะไรมากตอนเปิดประตูเพราะนึกว่าอาจเป็นเสียงข้างห้อง ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วผมคิดว่าเสียงนั้นมันเป็นเสียงเคาะประตูห้องน้ำนั่นแหละ แถมคนที่ไปด้วยก็นอนหลับสนิทก่อนผมอาบน้ำ เลยคิดว่าคงไม่ใช่การแกล้งกันเป็นแน่
หลังจากนั้นด้วยความที่เป็นคนเห็นผีมาแต่ไหนแต่ไร ผมเลยรีบยกหูโทรศัพท์กดหาพนักงานเพื่อถามด้วยน้ำเสียงเอาเรื่องทันที แต่เขาก็ยืนยันว่าห้องที่ผมบอกไม่มี
"แต่ผมเจอ"
+
+
ด้วยความเคยชินจึงต้องมานั่งทบทวน พร้อมปลุกคนที่ไปด้วยขึ้นมาเล่า ด้วยความงัวเงียเขาบอกเขาเจอไปตอนอาบน้ำแล้วล่ะ รู้สึกเหมือนใครอยู่หลังม่านกั้นอาบน้ำ -- เอาล่ะสิ ถึงตอนนี้ผมคิดใหญ่เลย หรือเพราะจะเข้าวัดแล้วไม่ได้เข้าเพราะฝนตก พวกที่อยู่รอบวัดเลยตามมา?? เพราะเปิดประตูระเบียงทิ้งไว้หรือเปล่า?? หรือเพราะเราซวย?? เพราะมีอยู่ในห้องแล้ว?? เพราะทำอะไรให้เขาไม่พอใจ??
คิดยังไงก็คิดไม่ออก นอนเลยดีกว่า คิดได้แบบนั้นแล้วผมก็ปิดไฟนอน แต่หลังจากปิดประตูกระจกตรงระเบียงแล้วผมก็ปิดม่านมิด พอปิดไฟห้องเลยมืดตื๋อ เมื่อสายตาชินกับความมืดได้ที่ คราวนี้เลยได้ลุกขึ้นเดินอีกรอบ เพราะจากโต๊ะวางทีวีไปถึงมุมห้องอีกฝั่งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ถึงตอนนี้กลับปรากฎบางสิ่งบางอย่างที่รูปร่างลักษณะเหมือนคนยืนโยกตัวอยู่ตรงนั้น แถมไม่ได้มาเดี่ยว พี่เล่นมาเป็นหมู่คณะกันเลยทีเดียว
"เสียวนะจ้ะ"
+
+
หลังจากเปิดไฟจนสว่างและดูทางหนีทีไล่เรียบร้อยแล้ว ผมก็เผ่นตรงไปเปิดม่านทันที หากคราวนี้เกิดโผล่มาอีกหน ถึงตอนนั้นคงได้เห็นกันล่ะ ว่าระหว่างเขากับผมใครจะหน้าตาดีกว่ากัน
คืนนั้นนอนไม่สงบสุขเอาซะเลย เพราะคืนทั้งคืนผมเอาแต่หันมองจ้องมุมห้องตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้างอยู่ตลอด พระผมก็คล้องคอไว้ไม่ห่าง แถมยังยกขึ้นมาพนมมือท่วมหัวขอให้ท่านคุ้มครองกันถี่ยิบ ถึงจะเคยชินกับการเจอพี่ ๆ เขามาหลายหน แต่เล่นว่าต้องมานอนใกล้ ๆ กันแบบนี้แล้วทำใจไม่ได้ซะทุกที ทางที่ดีอย่ามาเจอะมาเจอกันแบบนี้อีกเล้ย ขอละคร้าบ
สรุปว่าเช้าตื่นมาตาโหล หน้าโทรมซะจนไม่อยากถ่ายรูปตอนไปเที่ยวเลยทีเดียว แต่เพราะมีกำหนดแค่ 3 วัน 2 คืนเท่านั้น เลยต้องจำใจสู้เพื่อความหรรษา เค้นแรงที่มีเหลือพาตัวเองไปตะลุยต่อจนได้ ไว้เอนทรี่หน้าจะมาเล่าเรื่องเที่ยวบ้างนะครับ ไม่เอาแล้วเรื่องผี
+
+
+
ปล.1 มีอยู่ที่หนึ่งที่คืนนั้นผมไม่ยอมให้ผ่านเข้ามาในสายตาอีกเลยทั้งคืน ทายสิว่าส่วนไหนของห้อง
ปล.2 เรื่องนี้อาจเกิดเพราะคนที่ไปด้วยชอบแผ่ส่วนกุศลก่อนนอน เพราะจากที่รู้มาจากเพื่อน ๆ ทั้งหลาย ใครไปด้วยกันเป็นต้องหลอนเกือบทุกราย สรุปง่าย ๆ ว่าเขามาเอาส่วนกุศลว่างั้น
+
+




