+
หายไปซะหลายวัน เลยเกิดอาการขี้เกียจไม่ค่อยอยากอัพ แค่ว่าจะโผล่เข้ามาเดินเล่นไปตามบล็อกของท่านอื่น ๆ ก็ดูจะไม่ค่อยรับผิดชอบบล็อกตัวเองเท่าไหร่ เลยต้องรวบรวมและกอบโกยเอาความขยันที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิดมาใช้ในการอัพเอนทรี่ ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่สรุปง่าย ๆ คือขี้เกียจนั่นเอง (แหะ แหะ)
เหตุที่ไอ้หนุ่มหายหัวหลายวันก็ได้แจ้งไว้ในเอนทรี่หนก่อนหน้านี้ ต้องขอบคุณทุกท่านที่มาทิ้งคอมเม้นต์ไว้นะครับ แม้จะน้อยนิดแต่ก็ดีใจเป็นยิ่งนัก หลัง ๆ นี่ไม่รู้ทำไม ยิ่งเขียนคอมเม้นต์ยิ่งลด ดูท่าจะเกิดกระแสนิยมหดหายขึ้นกับชีวิตซะแล้วสิฉัน อู๊ยยยยยย...ปวดใจ
ว่าจะอัพเอนทรี่รวมทั้งเปลี่ยนธีมใหม่ แต่เพราะยังไม่มีเวลาศึกษาโค๊ด เลยต้องปล่อยให้มันเป็นของเก่าแบบนี้ต่อไปก่อน ไว้เดี๋ยวไปลอบดูไอเดียรวมถึงศึกษาธีมโค๊ดใหม่จากบล็อกท่านอื่นก่อนเถอะ จะเปลี่ยนให้งามหยดงามย้อยกันเลยทีเดียว
นอกเรื่องมาเยอะแล้ว ก็ขอโปรยเข้าเรื่องเลยแล้วกัน เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี่ผมกลับกรุงเทพฯเพื่อไปงานหนังสือมา หนนี้ก็เหมือนเช่นทุกครั้งคือหมดเนื้อหมดตัว แถมต้องไปแหวกคนซื้อหนังสือสองวันซ้อน ได้หนังสือมาเข้าชั้นเพิ่มขึ้นแต่กระเป๋าตังค์แบนลง (แบบเห็นได้ชัด) แล้วยังมีหนังสือที่เข้าคิวรอจากหนก่อน ๆ ที่ยังไม่ได้อ่านอีกเยอะแยะมากมาย น้าชายเลยอดไม่ได้ต้องเอ่ยปากถามว่าแล้วนี่เอ็งจะอ่านทันเหรอ?? ออกแนวสร้างภาระในชีวิตไปหน่อยไหม?? ไอ้หนุ่มเลยกลับมาคิดย้อนไปอีกเล็กน้อย เรื่องหนังสือเยอะไม่กลัวเพราะกลัวไม่เยอะ และไม่ถือว่าการอ่านแบบคอมโบ้เล่มต่อเล่มเป็นภาระ ด้วยเวลาว่างมากกว่ามนุษย์ธรรมดาที่เขาทำงานทำการกันหลายเท่า แต่ที่คิดแล้วให้เครียดบวกไมเกรนกำเริบ คือเรื่องเงินในกระเป๋า เพราะก่อนหน้านี้ดันไปถอยบ็อกเซ็ต X - JAPAN แบบ 8 แผ่นดีวีดี 9 พร้อมหนังสือรวมภาพในกล่อง แล้วยังจะหนังการ์ตูนชุดกันดั้มอันที่มีตัวล่อด้วยการแถมโมเดลเก่า ๆ มาพร้อมกันก่อนหน้า ยังไม่นับรวมอีกสาระพัดอย่างทั้งของเล่นของสะสม คิดแล้วให้พาลหน้ามืด เกิดอาการลมตีขึ้นเบื้องสูงเฉียบพลัน
นอกเรื่องอวดรวยเนียน ๆ แบบความต้องการสูงรายได้ต่ำไปแล้วเล็กน้อย กลับมาเข้าเรื่องของเรากันอีกหน
หนังสือเล่มที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังหนนี้ ผมได้มาจากวันที่สองของการเดินหาหนังสืออ่าน ที่บู๊ตของสำนักพิมพ์ปลาวาฬ เพลนารี่ ฮอลล์ ล็อก i06 ซึ่งอันที่จริง วันแรกผมก็เดินอยู่แถว ๆ นั้นล่ะ แต่ไม่ได้ซื้อหนังสือโซนนั้น เพราะวันแรกของการเดินจะไปอยู่โซนอีกฝั่งแบบเจาะลึกมากกว่า แต่ที่บอกว่าเดินอยู่แถว ๆ นั้นเพราะต้องไปพบ บก. พี่โฟล์ค แห่ง EGM ที่ถูกใช้ให้ไปยืนเฝ้าบู๊ตขายของกับเขาด้วยในวันที่ 18 แล้วด้วยความสามารถเฉพาะตัวทำเอาผมหลงไปหลงมา แถมยังมั่นใจไม่ยอมกางแผนที่ดู ล็อก j01 ของฟิวเจอร์เกมจึงหาได้ยากเย็นทั้ง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลแถมเห็นง่ายมาก ๆ
พอถึงวันที่สองของการตุนหนังสือ จุดมุ่งหมายหลักของผมจึงเป็นเพลนารี่ ฮอลล์ อาศัยเดินมันตั้งกะหัวแถวยันท้ายไล่ไปตามทางเรื่อย ๆ แบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง จนมาเจอะเข้ากับบู๊ต ๆ หนึ่งที่สะดุดตาพอดู เพราะทั้งหมดที่เห็นเป็นหนังสือเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่มีวางกองอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้วยความที่ดูไปเรื่อยบวกแปลกใจ ไอ้หนุ่มเลยตรงเข้าใส่ทันที
อูโก้ กาเบรต์ เป็นหนังสือที่แหวกขนบเดิมของหนังสือแบบเก่า ๆ อยู่มากพอสมควร หากใครได้เห็นความหนาของหนังสือเล่มนี้หนแรก (หนาประมาณ 534 หน้า) คงคิดในใจว่าหนาขนาดนี้ ตัวหนังสือคงเต็มพรืดไปหมด แต่พอได้เปิดดู ส่วนมากของหนังสือ เรากลับจะได้พบกับภาพประกอบที่คงวาดด้วยดินสอแบบงาม ๆ เต็มไปหมด แทนที่จะเป็นตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวแบบมีภาพประกอบเล็กน้อยเหมือนที่แล้วมา และหากจะเรียกภาพวาดในหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นภาพประกอบก็คงจะผิดวัตถุประสงค์และคงไม่มีอะไรแปลกใหม่ ด้วยว่าที่จริงแล้วภาพทุกภาพในหนังสือเล่มนี้คือส่วนหนึ่งในการเล่าและดำเนินเรื่องของผู้เขียน ที่ไม่ต้องการจะสื่อสารเพียงผ่านตัวหนังสือแบบเดียว ทุกหน้าของหนังสือไม่ว่าจะเป็นส่วนของภาพหรือตัวอักษร จะมีกรอบดำที่อุปมาเหมือนเฟรมขอบของหนังสักเรื่องล้อมรอบอยู่ทุกหน้า จุดนี้ทำให้หากใครสังเกตหนังสือเล่มนี้ตอนมันปิดตั้งอยู่เฉย ๆ จะเห็นถึงความต่าง เพราะหน้ากระดาษที่ทับซ้อนกันอยู่นั้น ไม่ได้เป็นสีขาวแบบกระดาษทั่วไป แต่เป็นเหลือบ ๆ ดำ ๆ เงา ๆ เพราะเจ้ากรอบที่ว่ามานั่นเอง
ในส่วนของเนื้อเรื่อง หนังสือเล่มนี้เล่าถึงเด็กน้อยที่กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นชื่อ อูโก้ กาเบรต์ ผู้ต้องเจอมรสุมชีวิตค่อนข้างหนักหลังการจากไปของบิดา ชะตาชักพาให้เขาต้องมาอาศัยแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ในสถานีรถไฟอันกว้างใหญ่ใจกลางเมือง ไม่รู้อนาคตและเรื่องราวในภายหน้า จุดมุ่งหมายในชีวิตเขามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือความลับและปริศนาจากบันทึกที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป ซึ่งนำพาเด็กชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ่นกลลึกลับจากพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่ถูกไฟไหม้ และเมื่อไขความลับนั่นได้ ชีวิตเขาก็ถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
อันที่จริงก็อยากจะเล่าให้ละเอียดอีกสักหน่อย แต่รับปากพี่ อริยา บก. ของสำนักพิมพ์ปลาวาฬและหนังสือเล่มนี้ไว้ ว่าเดี๋ยวกล่าวถึงแล้วจะส่งลิ้งค์ให้อ่าน เพราะงั้นเฉลยมากก็กลายเป็นหมดสนุก พี่เอ๋มาอ่านเจอท่านจะพิโรธเอาได้ เลยเพลา ๆ มือในการพิมพ์ไว้เล็กน้อย เพราะพิมพ์มากกว่านี้ข้าพเจ้าคงเล่าเนื้อเรื่องออกไปเยอะแยะเป็นแน่ ตามประสาคนเป็นโรคขี้โม้ที่ไม่มีทีท่าว่าจะรักษาหายสักที
วกกลับมาเรื่องภาพและเนื้อความในเล่มกันอีกหน่อย เพราะถือเป็นจุดขายของหนังสือเล่มนี้ ด้วยการเล่าเรื่องที่ใช้ภาษาเรียบง่ายไม่สวิงสวายจนอ่านแล้วต้องมานั่งประมวลผลและเรียบเรียงในหัวใหม่อีกรอบ ซึ่งเข้ากันได้ดีกับภาพประกอบ ที่เมื่อเจอเข้าครั้งแรกในจุดที่ภาพกับตัวหนังสือมาบรรจบกัน ก็ให้คิดว่า "เออ...ต่อกันได้แบบไม่ขัดเขินเลยแฮะ" เพราะงั้นในส่วนของผู้แปลเป็นไทย คุณ ปิยณัฐ รัตนเดช ก็ขอยกยอสรรเสริญกันเข้าไปเต็ม ๆ (ไปสืบค้นกันทางเน็ต ดูท่าทางผู้แปลจะเรียนแพทย์อยู่โรงพยาบาลรามาฯแฮะ เจอหมอจิวแป๊ะทงเข้าบ้างหรือเปล่าล่ะนั่น) ส่วนภาพนี่ก็เนียนสวยแบบหม่น ๆ อาจเป็นเพราะแนวหนังสือเป็นการไขความลับของปริศนา หรือเพราะแนวการวาดของ ไบรอัน เซลสนิค เขาเป็นแบบนี้มาแต่ดั่งเดิมก็มิอาจทราบได้ (ขี้เกียจไปค้นแล้ว) ภาพทั้งหมดจึงเต็มไปด้วยรายละเอียดของเส้นและการแรเงาที่ดูจงใจจะเป็นเส้นตัดกันไปมามากมาย ส่งให้ภาพเกิดเป็นมิติตื้นลึกหนาบางและแฝงไปด้วยเสน่ห์แบบหม่น ๆ ไม่รู้คิดมากไปไหม แต่จากที่ดูผ่านตามาทั้งหมดภาพมันดูเศร้า ๆ พอดู อาจเพราะสีหน้าของตัวเอกที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นลายเส้นได้อย่างดีเยี่ยม จนทำเอาอุตริคิดไปเองว่าเข้าใจถึงสิ่งที่ตัวละครคิดอยู่ในขณะนั้น แล้วเจ้าเด็กตัวเอกนี่ผู้เขียนวาดมาแววตาแสดงออกถึงความเศร้ามาก ๆ ภาพอื่น ๆ และบรรยากาศรวม ๆ ข้าพเจ้าเลยเหมามันหมดซะเลย (พูดถึงแววตาแล้วพาลให้คิดถึงหนังสือชื่อ ฉันคือเดวิด แฮะ ไม่เห็นจะมีใครพิมพ์มาให้อ่านกันใหม่สักที)
ฝอยยาวมาก ๆ เป็นหนึ่งในไม่กี่หนล่ะมั้งที่ไอ้หนุ่มซัดยาวขนาดนี้ ยังไงหากใครสนใจหนังสือเล่มนี้ก็ยุให้ซื้อครับ แต่ก่อนซื้อก็ตรองสักนิดก่อนว่ารับกับงานแนวนี้ได้ไหม เพราะตอนไปหยุดยืนดูหนังสือและคุยกับ บก. พี่อริยาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ "หากไม่รักก็เกลียดเลย" ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนเกลียดไหม แต่คนรักมีแล้วหนึ่งคน (แถมอ่านรวดเดียวจบเลยแบบไม่หยุดไปทำอย่างอื่นยกเว้นเข้าห้องน้ำซะอีกน่ะ)
แวะมา edit นิดหนึ่งนะครับ เพื่อความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อน บก. พี่เอ๋บอกมาว่า "ถ้าชอบก็ชอบเลย แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ซื้อ ไม่ถึงกับเกลียด" มิได้รุนแรงอย่างที่ไอ้หนุ่มกล่าวไว้ย่อหน้าด้านบน (แปลความผิด ออกแนวรุนแรงอีกล่ะฉัน) แถมอีกเรื่องเกี่ยวกับรูปเล่มหนังสือ ลืมบอกไปว่าหนังสือเล่มนี้เย็บกี่นะครับ ไม่ได้ไสกาว เพราะงั้น หากใครอ่านหนังสือออกแนวทารุณโหดร้ายก็สบายใจหายห่วง เพราะท่าทางจะทนพอดู
และก็ฝากอีกนิด หากไปงานหนังสือก็แวะบู๊ต j01 ของฟิวเจอร์เกมเมอร์ซะด้วย แล้วถามหา EGM เล่มของเดือนนี้ซะ ซื้อซะล่ะ อย่ามัวลังเล ไอ้หนุ่มไปเปิดคอลัมน์เป็นพลัดแรกเอาไว้ในเล่มแล้วเรียบร้อย อุดหนุนกันหน่อย...คนกันเองแท้ ๆ (อุ๊บบบบ...ออกแนวขู่บังคับไปโดยไม่รู้ตัวซะอีกแล้วฉัน)
...เอวังค์ลงแต่เพียงเท่านี้...
+
+
ข้อมูลหนังสือ :
ปริศนามนุษย์กล ของ อูโก้ กาเบรต์
เรื่องและภาพโดย : ไบรอัล เซลสนิค
แปลโดย : ปิยณัฐ รัตนเดช
บรรณาธิการ : อริยา ไพฑูรย์
จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ปลาวาฬ
ราคา : 360 บาท
+
+
+
+
+
+
ปล.1 พิมพ์ซะยาว ไปกินข้าวล่ะ
ปล.2 หนังสือเล่มนี้ หากซื้อในงานลดจาก 360 เหลือ 300 ถ้วนนะจ๊ะ
+
มาสเตอร์แชมป์




