2007/Oct/24

 

 

+ 

หายไปซะหลายวัน  เลยเกิดอาการขี้เกียจไม่ค่อยอยากอัพ  แค่ว่าจะโผล่เข้ามาเดินเล่นไปตามบล็อกของท่านอื่น ๆ ก็ดูจะไม่ค่อยรับผิดชอบบล็อกตัวเองเท่าไหร่  เลยต้องรวบรวมและกอบโกยเอาความขยันที่มีเหลืออยู่เพียงน้อยนิดมาใช้ในการอัพเอนทรี่  ฟังดูยิ่งใหญ่  แต่สรุปง่าย ๆ คือขี้เกียจนั่นเอง (แหะ แหะ)

เหตุที่ไอ้หนุ่มหายหัวหลายวันก็ได้แจ้งไว้ในเอนทรี่หนก่อนหน้านี้  ต้องขอบคุณทุกท่านที่มาทิ้งคอมเม้นต์ไว้นะครับ  แม้จะน้อยนิดแต่ก็ดีใจเป็นยิ่งนัก  หลัง ๆ นี่ไม่รู้ทำไม  ยิ่งเขียนคอมเม้นต์ยิ่งลด  ดูท่าจะเกิดกระแสนิยมหดหายขึ้นกับชีวิตซะแล้วสิฉัน  อู๊ยยยยยย...ปวดใจ

ว่าจะอัพเอนทรี่รวมทั้งเปลี่ยนธีมใหม่  แต่เพราะยังไม่มีเวลาศึกษาโค๊ด  เลยต้องปล่อยให้มันเป็นของเก่าแบบนี้ต่อไปก่อน  ไว้เดี๋ยวไปลอบดูไอเดียรวมถึงศึกษาธีมโค๊ดใหม่จากบล็อกท่านอื่นก่อนเถอะ  จะเปลี่ยนให้งามหยดงามย้อยกันเลยทีเดียว

นอกเรื่องมาเยอะแล้ว  ก็ขอโปรยเข้าเรื่องเลยแล้วกัน  เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี่ผมกลับกรุงเทพฯเพื่อไปงานหนังสือมา  หนนี้ก็เหมือนเช่นทุกครั้งคือหมดเนื้อหมดตัว  แถมต้องไปแหวกคนซื้อหนังสือสองวันซ้อน  ได้หนังสือมาเข้าชั้นเพิ่มขึ้นแต่กระเป๋าตังค์แบนลง (แบบเห็นได้ชัด)  แล้วยังมีหนังสือที่เข้าคิวรอจากหนก่อน ๆ ที่ยังไม่ได้อ่านอีกเยอะแยะมากมาย  น้าชายเลยอดไม่ได้ต้องเอ่ยปากถามว่าแล้วนี่เอ็งจะอ่านทันเหรอ??  ออกแนวสร้างภาระในชีวิตไปหน่อยไหม??  ไอ้หนุ่มเลยกลับมาคิดย้อนไปอีกเล็กน้อย  เรื่องหนังสือเยอะไม่กลัวเพราะกลัวไม่เยอะ  และไม่ถือว่าการอ่านแบบคอมโบ้เล่มต่อเล่มเป็นภาระ  ด้วยเวลาว่างมากกว่ามนุษย์ธรรมดาที่เขาทำงานทำการกันหลายเท่า  แต่ที่คิดแล้วให้เครียดบวกไมเกรนกำเริบ  คือเรื่องเงินในกระเป๋า  เพราะก่อนหน้านี้ดันไปถอยบ็อกเซ็ต X - JAPAN แบบ 8 แผ่นดีวีดี 9 พร้อมหนังสือรวมภาพในกล่อง  แล้วยังจะหนังการ์ตูนชุดกันดั้มอันที่มีตัวล่อด้วยการแถมโมเดลเก่า ๆ มาพร้อมกันก่อนหน้า  ยังไม่นับรวมอีกสาระพัดอย่างทั้งของเล่นของสะสม  คิดแล้วให้พาลหน้ามืด  เกิดอาการลมตีขึ้นเบื้องสูงเฉียบพลัน

นอกเรื่องอวดรวยเนียน ๆ แบบความต้องการสูงรายได้ต่ำไปแล้วเล็กน้อย  กลับมาเข้าเรื่องของเรากันอีกหน

หนังสือเล่มที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังหนนี้  ผมได้มาจากวันที่สองของการเดินหาหนังสืออ่าน  ที่บู๊ตของสำนักพิมพ์ปลาวาฬ  เพลนารี่ ฮอลล์  ล็อก i06  ซึ่งอันที่จริง  วันแรกผมก็เดินอยู่แถว ๆ นั้นล่ะ  แต่ไม่ได้ซื้อหนังสือโซนนั้น  เพราะวันแรกของการเดินจะไปอยู่โซนอีกฝั่งแบบเจาะลึกมากกว่า  แต่ที่บอกว่าเดินอยู่แถว ๆ นั้นเพราะต้องไปพบ บก. พี่โฟล์ค  แห่ง EGM ที่ถูกใช้ให้ไปยืนเฝ้าบู๊ตขายของกับเขาด้วยในวันที่ 18 แล้วด้วยความสามารถเฉพาะตัวทำเอาผมหลงไปหลงมา  แถมยังมั่นใจไม่ยอมกางแผนที่ดู  ล็อก j01 ของฟิวเจอร์เกมจึงหาได้ยากเย็นทั้ง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลแถมเห็นง่ายมาก ๆ

พอถึงวันที่สองของการตุนหนังสือ  จุดมุ่งหมายหลักของผมจึงเป็นเพลนารี่ ฮอลล์  อาศัยเดินมันตั้งกะหัวแถวยันท้ายไล่ไปตามทางเรื่อย ๆ แบบถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง  จนมาเจอะเข้ากับบู๊ต ๆ หนึ่งที่สะดุดตาพอดู  เพราะทั้งหมดที่เห็นเป็นหนังสือเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่มีวางกองอยู่บนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  ด้วยความที่ดูไปเรื่อยบวกแปลกใจ  ไอ้หนุ่มเลยตรงเข้าใส่ทันที

อูโก้ กาเบรต์  เป็นหนังสือที่แหวกขนบเดิมของหนังสือแบบเก่า ๆ อยู่มากพอสมควร  หากใครได้เห็นความหนาของหนังสือเล่มนี้หนแรก (หนาประมาณ 534 หน้า)  คงคิดในใจว่าหนาขนาดนี้  ตัวหนังสือคงเต็มพรืดไปหมด  แต่พอได้เปิดดู  ส่วนมากของหนังสือ  เรากลับจะได้พบกับภาพประกอบที่คงวาดด้วยดินสอแบบงาม ๆ เต็มไปหมด  แทนที่จะเป็นตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวแบบมีภาพประกอบเล็กน้อยเหมือนที่แล้วมา  และหากจะเรียกภาพวาดในหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นภาพประกอบก็คงจะผิดวัตถุประสงค์และคงไม่มีอะไรแปลกใหม่  ด้วยว่าที่จริงแล้วภาพทุกภาพในหนังสือเล่มนี้คือส่วนหนึ่งในการเล่าและดำเนินเรื่องของผู้เขียน  ที่ไม่ต้องการจะสื่อสารเพียงผ่านตัวหนังสือแบบเดียว  ทุกหน้าของหนังสือไม่ว่าจะเป็นส่วนของภาพหรือตัวอักษร  จะมีกรอบดำที่อุปมาเหมือนเฟรมขอบของหนังสักเรื่องล้อมรอบอยู่ทุกหน้า  จุดนี้ทำให้หากใครสังเกตหนังสือเล่มนี้ตอนมันปิดตั้งอยู่เฉย ๆ จะเห็นถึงความต่าง  เพราะหน้ากระดาษที่ทับซ้อนกันอยู่นั้น  ไม่ได้เป็นสีขาวแบบกระดาษทั่วไป  แต่เป็นเหลือบ ๆ ดำ ๆ เงา ๆ เพราะเจ้ากรอบที่ว่ามานั่นเอง

ในส่วนของเนื้อเรื่อง  หนังสือเล่มนี้เล่าถึงเด็กน้อยที่กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นชื่อ อูโก้ กาเบรต์  ผู้ต้องเจอมรสุมชีวิตค่อนข้างหนักหลังการจากไปของบิดา  ชะตาชักพาให้เขาต้องมาอาศัยแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ในสถานีรถไฟอันกว้างใหญ่ใจกลางเมือง  ไม่รู้อนาคตและเรื่องราวในภายหน้า  จุดมุ่งหมายในชีวิตเขามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น  นั่นคือความลับและปริศนาจากบันทึกที่พ่อทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป  ซึ่งนำพาเด็กชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับหุ่นกลลึกลับจากพิพิธภัณฑ์เก่าแก่ที่ถูกไฟไหม้  และเมื่อไขความลับนั่นได้  ชีวิตเขาก็ถึงจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

อันที่จริงก็อยากจะเล่าให้ละเอียดอีกสักหน่อย  แต่รับปากพี่ อริยา บก. ของสำนักพิมพ์ปลาวาฬและหนังสือเล่มนี้ไว้  ว่าเดี๋ยวกล่าวถึงแล้วจะส่งลิ้งค์ให้อ่าน  เพราะงั้นเฉลยมากก็กลายเป็นหมดสนุก  พี่เอ๋มาอ่านเจอท่านจะพิโรธเอาได้  เลยเพลา ๆ มือในการพิมพ์ไว้เล็กน้อย  เพราะพิมพ์มากกว่านี้ข้าพเจ้าคงเล่าเนื้อเรื่องออกไปเยอะแยะเป็นแน่  ตามประสาคนเป็นโรคขี้โม้ที่ไม่มีทีท่าว่าจะรักษาหายสักที

วกกลับมาเรื่องภาพและเนื้อความในเล่มกันอีกหน่อย  เพราะถือเป็นจุดขายของหนังสือเล่มนี้  ด้วยการเล่าเรื่องที่ใช้ภาษาเรียบง่ายไม่สวิงสวายจนอ่านแล้วต้องมานั่งประมวลผลและเรียบเรียงในหัวใหม่อีกรอบ  ซึ่งเข้ากันได้ดีกับภาพประกอบ  ที่เมื่อเจอเข้าครั้งแรกในจุดที่ภาพกับตัวหนังสือมาบรรจบกัน  ก็ให้คิดว่า  "เออ...ต่อกันได้แบบไม่ขัดเขินเลยแฮะ"  เพราะงั้นในส่วนของผู้แปลเป็นไทย  คุณ ปิยณัฐ  รัตนเดช  ก็ขอยกยอสรรเสริญกันเข้าไปเต็ม ๆ (ไปสืบค้นกันทางเน็ต  ดูท่าทางผู้แปลจะเรียนแพทย์อยู่โรงพยาบาลรามาฯแฮะ  เจอหมอจิวแป๊ะทงเข้าบ้างหรือเปล่าล่ะนั่น)  ส่วนภาพนี่ก็เนียนสวยแบบหม่น ๆ  อาจเป็นเพราะแนวหนังสือเป็นการไขความลับของปริศนา  หรือเพราะแนวการวาดของ ไบรอัน เซลสนิค เขาเป็นแบบนี้มาแต่ดั่งเดิมก็มิอาจทราบได้ (ขี้เกียจไปค้นแล้ว)  ภาพทั้งหมดจึงเต็มไปด้วยรายละเอียดของเส้นและการแรเงาที่ดูจงใจจะเป็นเส้นตัดกันไปมามากมาย  ส่งให้ภาพเกิดเป็นมิติตื้นลึกหนาบางและแฝงไปด้วยเสน่ห์แบบหม่น ๆ  ไม่รู้คิดมากไปไหม  แต่จากที่ดูผ่านตามาทั้งหมดภาพมันดูเศร้า ๆ พอดู  อาจเพราะสีหน้าของตัวเอกที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นลายเส้นได้อย่างดีเยี่ยม  จนทำเอาอุตริคิดไปเองว่าเข้าใจถึงสิ่งที่ตัวละครคิดอยู่ในขณะนั้น  แล้วเจ้าเด็กตัวเอกนี่ผู้เขียนวาดมาแววตาแสดงออกถึงความเศร้ามาก ๆ  ภาพอื่น ๆ และบรรยากาศรวม ๆ ข้าพเจ้าเลยเหมามันหมดซะเลย (พูดถึงแววตาแล้วพาลให้คิดถึงหนังสือชื่อ ฉันคือเดวิด แฮะ  ไม่เห็นจะมีใครพิมพ์มาให้อ่านกันใหม่สักที)

ฝอยยาวมาก ๆ  เป็นหนึ่งในไม่กี่หนล่ะมั้งที่ไอ้หนุ่มซัดยาวขนาดนี้  ยังไงหากใครสนใจหนังสือเล่มนี้ก็ยุให้ซื้อครับ  แต่ก่อนซื้อก็ตรองสักนิดก่อนว่ารับกับงานแนวนี้ได้ไหม  เพราะตอนไปหยุดยืนดูหนังสือและคุยกับ บก.  พี่อริยาบอกว่าหนังสือเล่มนี้ "หากไม่รักก็เกลียดเลย"  ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีคนเกลียดไหม  แต่คนรักมีแล้วหนึ่งคน (แถมอ่านรวดเดียวจบเลยแบบไม่หยุดไปทำอย่างอื่นยกเว้นเข้าห้องน้ำซะอีกน่ะ)

แวะมา edit นิดหนึ่งนะครับ  เพื่อความเข้าใจที่ไม่คลาดเคลื่อน  บก. พี่เอ๋บอกมาว่า "ถ้าชอบก็ชอบเลย  แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ซื้อ ไม่ถึงกับเกลียด"  มิได้รุนแรงอย่างที่ไอ้หนุ่มกล่าวไว้ย่อหน้าด้านบน (แปลความผิด  ออกแนวรุนแรงอีกล่ะฉัน)  แถมอีกเรื่องเกี่ยวกับรูปเล่มหนังสือ  ลืมบอกไปว่าหนังสือเล่มนี้เย็บกี่นะครับ  ไม่ได้ไสกาว  เพราะงั้น  หากใครอ่านหนังสือออกแนวทารุณโหดร้ายก็สบายใจหายห่วง  เพราะท่าทางจะทนพอดู

และก็ฝากอีกนิด  หากไปงานหนังสือก็แวะบู๊ต j01 ของฟิวเจอร์เกมเมอร์ซะด้วย  แล้วถามหา EGM เล่มของเดือนนี้ซะ  ซื้อซะล่ะ  อย่ามัวลังเล  ไอ้หนุ่มไปเปิดคอลัมน์เป็นพลัดแรกเอาไว้ในเล่มแล้วเรียบร้อย  อุดหนุนกันหน่อย...คนกันเองแท้ ๆ (อุ๊บบบบ...ออกแนวขู่บังคับไปโดยไม่รู้ตัวซะอีกแล้วฉัน)

...เอวังค์ลงแต่เพียงเท่านี้...

+

+

ข้อมูลหนังสือ :

ปริศนามนุษย์กล ของ อูโก้ กาเบรต์
เรื่องและภาพโดย : ไบรอัล เซลสนิค
แปลโดย : ปิยณัฐ รัตนเดช
บรรณาธิการ : อริยา ไพฑูรย์
จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ปลาวาฬ
ราคา : 360 บาท

+

+

+

+

+

+

ปล.1 พิมพ์ซะยาว  ไปกินข้าวล่ะ

ปล.2 หนังสือเล่มนี้  หากซื้อในงานลดจาก 360 เหลือ 300 ถ้วนนะจ๊ะ

+

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
น่าสนใจดีครับ แต่เล่มนี้เป็นเล่มที่ผมมองข้ามไปอ่ะ
#1  by  เจ้าชายน้อย At 2007-10-24 12:49, 
คุณเจ้าชายน้อยครับ ผมหาปุ่มส่งคอมเม้นต์ในกล่องคอมเม้นต์ท่านไม่เจอครับ หากกลับมาอ่านอีกหนก็ช่วยอธิบายหน่อยนะครับ
#2  by  หิมะเดือนธันวาฯ At 2007-10-24 13:22, 
น่าสนใจอยู่นะ ตอนแรกที่เห็นสำนักพิมพ์นี้แล้วชอบชื่อเพราะว่าน่ารักดี ถ้าได้ไปอีกรอบจะลองไปซื้อมาอ่านดูบ้างbig smile
#3  by  earth At 2007-10-24 14:14, 
บูทนี้เค้าขายเล่มเดียวเลยนะ confused smile
#4  by   มาสเตอร์แชมป์ At 2007-10-24 15:47, 
อยากได้หนังสือเล่มนี้ กรี๊ดๆๆๆopen-mounthed smile
หายไปนานกลับมาคุยซะยาวเหยียดเลยนะคะ
กว่าแม่ยายจะอ่านจบ อ่านข้างล่างลืมข้างบนเลยทีเดียวอ่ะ
ว่างๆหนังสือที่อ่านแล้ว เอามาเล่าเรื่องย่อๆบ้างก็สนุกดีนะ ขี้เกียจอ่านเอง..
งานหมดเมื่อไรละคะตอบด่วน เผื่อจะไปอุดหนุนทัน
#6  by  MayaKniGht At 2007-10-24 21:30, 
ตายแล้ว ขออภัยอย่างรุนแรงเลยค่ะพี่หนุ่ม
พอดีบล็อกไม่ค่อยมีชายหนุ่มเข้าไปคอมเม้นท์เลยสับสน ขอโทษจริงๆค่ะ ><

ขอบคุณที่แนะนำหนังสือดีๆนะคะ ถ้าไม่ได้อ่านเอ็นทรี่นี้คงมองผ่านเพราะความหนาไปเสียก่อนแน่ๆ ถ้ามีโอกาสจะไปหามาลองอ่านค่ะsurprised smile

ป.ล.ยังรู้สึกผิดอยู่ ขออภัยอีกครั้งค่ะ ฮือ...
#7  by  Asana Fay At 2007-10-25 00:58, 
น่าสนใจนะคะ
แต่ราคาในร้านกับในงาน ต่างกันใช่ย่อยอ่ะsad smile
#8  by  '๏'.εΐз.'๏'เอมิ '๏'.εΐз.'๏' At 2007-10-25 04:35, 
แวะมาส่งเสียงให้พี่หนุ่มรู้ว่ายังมีลมหายใจอยู่ค๊าบบ และขอบคุณที่แวะไปสูดกลิ่นตุ ๆ ที่บล็อกนู๋ อิ อิ อิ
#9  by  เด็กจิตตก At 2007-10-25 13:35, 
หมอจิวแป๊ะทง นี่ใช่พี่จิลที่เรียนจบดอกเตอร์ แล้วมาเรียนหมอต่อหรือเปล่าครับ ถ้าใช่คนเดียวกัน ก็ได้เจอกันอยู่บ้างบ่อย ๆ ครับ ^^

ขอบคุณนะครับที่ช่วยรีวิวหนังสือเล่มนี้ ความดีอีกส่วนหนึ่งก็ต้องยกให้พี่เอ๋ด้วยแหละครับ ที่สรรหาหนังสือดี ๆ มาให้อ่าน แล้วก็ช่วยขัดเกลาภาษาให้สละสลวย

^^ อ่าน(อีกรอบ)ให้สนุกนะครับ
#10  by  DoRaePEET (202.28.181.9) At 2007-10-25 19:35, 
ดูรูปครั้งแรกคิดว่าเป็นพวกมายากลแบบที่มีขายแถวสีลม แต่พออ่านไปๆ นี่มันหนังสือดีมีสาระนี่นา น่าสนใจมากเลย อยากหามาอ่านเหมือนกันครับconfused smile confused smile confused smile
#11  by  MyDeawAdd At 2007-10-26 13:04, 
โชคร้ายครับ ไม่ได้ไปงานบอลลูนซ่ะแล้ว แต่มีทริป Ho Chi Minh, Vietnam แทน
#12  by  to-see-the-world At 2007-10-29 20:54, 

<< Home


หนุ่ม
View full profile